สรุปผล: โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (T2DM)
ผลลัพธ์การดูแลรักษาตามตัวชี้วัดสำคัญ
การตรวจ HbA1c ประจำปี
ผู้ป่วยได้รับการตรวจวัดระดับน้ำตาลสะสมอย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี
ควบคุม HbA1c < 7%
สัดส่วนผู้ป่วยที่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
การตรวจเท้าละเอียด
คัดกรองความเสี่ยงเพื่อป้องกันการถูกตัดอวัยวะส่วนล่าง
เจาะลึกข้อมูล T2DM:
กลุ่มอายุ: ผู้ป่วยสูงอายุ (70+) ควบคุม HbA1c ได้ดีที่สุดถึง 47.4% เมื่อเทียบกับกลุ่มวัยทำงาน
สิทธิการรักษา: สิทธิกรมบัญชีกลางมีแนวโน้มควบคุมน้ำตาลได้ดีกว่าสิทธิประกันสังคมและบัตรทอง
คัดกรองจอประสาทตา: อัตราการเข้าถึงการตรวจจอประสาทตาพุ่งสูงขึ้นเป็น 68.5% ในปี 2561
การควบคุม LDL: ระดับไขมัน LDL < 100 mg/dL ทำได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 49.2%
สรุปผล: โรคความดันโลหิตสูง (HT)
ประสิทธิภาพการควบคุมความดันโลหิตและภาวะแทรกซ้อน
การควบคุมความดันโลหิต
ภาวะแทรกซ้อนที่พบ
ตัวชี้วัดแยกตามหน่วยบริการ
| ประเภทโรงพยาบาล | Process Indicator* | Outcome Indicator** | BP Control |
|---|---|---|---|
|
รพช
โรงพยาบาลชุมชน
|
42.9% | 6.7% | 69.3% |
|
รพท
โรงพยาบาลทั่วไป
|
35.0% | 6.9% | 64.0% |
|
รพศ
โรงพยาบาลศูนย์
|
29.4% | 6.5% | 60.6% |
|
สต
รพ.สต. (ตัวอย่าง 107 แห่ง)
|
35.0% | 6.5% | 69.5% |
บทสรุปและข้อเสนอแนะจากการประเมิน
ปัจจัยเสี่ยงในการควบคุม
ผู้ป่วยอายุน้อย/วัยทำงาน: มีอัตราการควบคุม HbA1c ได้ ต่ำกว่า ผู้ป่วยสูงอายุ เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการทำงาน
ความแตกต่างทางเพศ: เพศหญิงมีสถิติการควบคุมระดับน้ำตาลได้ น้อยกว่า เพศชายอย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางพัฒนาคุณภาพ
การจัดการภาวะอ้วน: ผู้ป่วยที่มี BMI > 30 ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะส่งผลโดยตรงต่อการควบคุมความดันโลหิต
เสริมสร้างความเข้มแข็ง รพ.สต.: ข้อมูลชี้ชัดว่า รพ.สต. มีศักยภาพสูงในการควบคุมความดันโลหิต (BP) ควรสนับสนุนงบประมาณต่อเนื่อง